ตามคาด!! “วุฒิสภา” 157 ต่อ12 คะแนน คว่ำญัตติทำประชามติยกร่าง รธน.ฉบับใหม่

เมื่อเวลา 09.30น. ที่รัฐสภา มีการประชุมวุฒิสภา มีพล.อ.สิงห์ศึก สิงห์ไพร รองประธานวุฒิสภา คนที่สอง  ทำหน้าที่ประธานการประชุม เพื่อพิจารณาเรื่องด่วนการให้ความเห็นชอบผลการลงมติของสภาผู้แทนราษฎรที่ให้ส่งเรื่องต่อครม.เพื่อพิจารณาการทำประชามติการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยการตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ที่มาจากการเลือก ตั้งของประชาชน

โดยนายสมชาย แสวงการ ส.ว. ในฐานะประธานกรรมาธิการ (กมธ.)สามัญพิจารณาการศึกษาการจัดทำประชา มติ โดยการตั้งสภาผู้แทนราษฎร ได้รายงานผลการศึกษาเรื่องดังกล่าวต่อที่ประชุมวุฒิสภา ระบุว่า กมธ.คัดค้านการทำประชามติดังกล่าวเพราะขัดรัฐธรรมนูญ อีกทั้งคำถามการทำประชามติยังไม่มีความชัดเจน  เพราะเป็นการถามเรื่องการตั้ง ส.ส.ร.มายกร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งไม่ได้ปรากฏในเนื้อหาของรัฐธรรมนูญ อาจขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญได้ ทำให้ประชาชนไม่เข้าใจในเนื้อหาและข้อบกพร่องของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ขณะที่การจัดทำประชามติดังกล่าวต้องใช้งบประมาณจำนวนมากในการจัดทำประชามติถึง 3 ครั้ง ครั้งละ 5,000ล้านบาท รวม 15,000 ล้านบาท  แม้จะให้เลือกตั้งวันเดียวกับการเลือกตั้งส.ส. แต่ก็ต้องแยกหน่วยเลือกตั้งออกมาจากการเลือกตั้งส.ส.และมีเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยโดยเฉพาะ




จากนั้นที่ประชุมเปิดโอกาสให้ ส.ว.อภิปรายแสดงความเห็นกันอย่างกว้างขวาง ซึ่งปรากฏว่า ส.ว. ได้แสดงความเห็นออกเป็น 2ฝ่าย ทั้งฝ่ายที่สนับสนุนรายงานของกมธ.ที่ไม่เห็นด้วยกับการทำประชามติเพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และฝ่ายที่เห็นด้วยกับการส่งเรื่องให้ครม. เพื่อให้มีการจัดทำประชามติ โดยฝ่ายที่ไม่สนับสนุนการทำประชามติให้เหตุผลว่า ควรแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตราแทนการยกร่างใหม่ทั้งฉบับ เพราะการทำประชามติอาจเป็นต้นตอสร้างความขัดแย้งในหมู่ประชาชนตามมาได้ การเสนอทำประชามติครั้งนี้ นักการเมืองต้องการใช้เป็นเครื่องมือหาเสียงให้แก่ตัวเอง อาทิ นายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ ส.ว.อภิปรายว่า เป็นห่วงการทำประชามติจะทำให้เกิดความขัดแย้งในหมู่ประชาชนรอบใหม่ การอ้างรัฐธรรมนูญปัจจุบันเป็นฉบับเผด็จการ ไม่เป็นประชาธิปไตย เอาอะไรมาวัด มองว่าเหตุผลที่ต้องการล้มรัฐธรรมนูญปี 2560 เพราะเป็นฉบับปราบโกง ถ้าทุจริตแล้วถูกจับได้จะถูกสิทธิการเมืองตลอดชีวิต จึงต้องการแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับหรือไม่ เพื่อนิรโทษกรรม ปลดโทษทุจริตให้โกงหนักกว่าเดิม

ทั้งนี้ในส่วนฝ่ายที่สนับสนุนให้มีการทำประชามติยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ อาทิ นายคำนูณ  สิทธิสมาน นายเสรี สุวรรณภานนท์ มองว่า อำนาจการทำประชามติไม่ใช่ ส.ว.เป็นผู้ชี้ขาด ควรส่งเรื่องให้ครม.เป็นผู้ตัดสินใจ หากส.ว.ขัดขวางการทำประชามติ จะยิ่งทำให้ภาพลักษณ์ส.ว.ถูกมองในแง่ลบมากขึ้น โดนฝ่ายการเมืองหยิบไปเป็นเครื่องมือหาเสียงโจมตีส.ว.สร้างคะแนนนิยมให้ตัวเอง โดยนายวันชัย สอนศิริ ส.ว.อภิปรายว่า ถ้าส.ว.เห็นด้วยกับการส่งเรื่องให้ครม.พิจารณาการทำประชามติ จะมีผลดี 3 ข้อคือ 1.ส.ว.จะมีส่วนร่วมในการแก้รัฐธรรมนูญ ในช่วงเวลาที่เหลืออยู่ 2.ได้ภาพพจน์ที่ดีว่า ส.ว.มีความเป็นประชาธิปไตย 3.การเห็นด้วยกับการทำประชามติไม่ให้เกิดความเสียหายกับส.ว. เพราะเป็นอำนาจครม.ชี้ขาดการจัดทำประชามติ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทั้งนี้ภายหลังจากอภิปรายนานกว่า 3.30 ชั่วโมง ที่ประชุมวุฒิสภาลงมติไม่เห็นด้วยกับการส่งเรื่องให้ครม.เพื่อพิจารณาการทำประชามติยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ด้วยคะแนน 157ต่อ12 งดออกเสียง 13 ไม่ลงคะแนน1