ศาลฎีกาแก้สั่งจำคุก7เดือน เสี่ยขาวเจ้าของซานติก้า เลี่ยงภาษี

ที่ห้องพิจารณา 904 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาคดีหมายเลขดำ อ.4050/2553 ที่พนักงานอัยการคดีพิเศษ 4 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายวิสุข เสร็จสวัสดิ์ หรือเสี่ยขาว อายุ 53 ปี กรรมการผู้จัดการบริษัท ไวท์ แอนด์ บราเธอร์ส์ (2003) จำกัด ผู้บริหารซานติก้าผับ ย่านเอกมัย เป็นจำเลยในความผิดฐานกระทำผิด พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต ต่อกรมสรรพสามิต กรณีไม่ยื่นแบบรายการภาษีเพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษีสรรพสามิตประจำเดือน ม.ค. 2548 - ธ.ค. 2551 รวมยอดเงินทั้งสิ้น 85,382,470.67 บาท เหตุเกิดที่แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา แขวงถนนนครไชยศรี เขตดุสิต กทม.เกี่ยวพันกัน

 คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยเป็นกรรมการผู้จัดการซานติก้าผับ มีหน้าที่ควบคุมดูแลรับผิดชอบกิจการต่างๆ ภายในร้าน รวมทั้งมีหน้าที่ต้องยื่นแบบภาษี แต่จำเลยไม่ได้ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษี โดยมีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษี มีความผิดรวม 4 กระทง พิพากษาลงโทษจำคุกกระทงละ 3 เดือน รวมจำคุก 12 เดือนโดยไม่รอลงอาญา ส่วนข้อหาแจ้งความเท็จ และข้อหาอื่นๆ ให้ยกฟ้องเนื่องจากคดีขาดอายุความ ต่อมาจำเลยได้ยื่นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องในความผิดฐานร่วมกันไม่ยื่นแบบรายการภาษีเพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษีสรรพสามิต จากนั้นอัยการโจทก์ยื่นฎีกา

 โดยในวันนี้นายวิสุขเดินทางมาฟังคำพิพากษาศาลฎีกาตามกำหนดนัดพร้อมกับทนายความ

 ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษากันแล้วเห็นว่า พยานบุคคลและพยานเอกสารที่โจทก์นำสืบมารับฟังประกอบกันฟังได้ว่า แม้บริษัท ไวท์แอนด์บราเธอร์ส (2003) จำกัด จะจดทะเบียนเปลี่ยนตัวกรรมการผู้มีอำนาจจากจำเลยเป็นบุคคลอื่นแล้ว แต่จำเลยยังคงเข้าไปดูแลกิจการของสถานบริการซานติก้าผับแต่เพียงผู้เดียวทั้งด้านบริการลูกค้าและด้านการเงินด้วยการจ่ายเงินเดือนพนักงานร่วมกับผู้ถือหุ้นอื่น สั่งจ่ายเงินจากบัญชีบริษัทเป็นค่าใช้จ่ายสถานบริการซานติก้าผับ และเมื่อมีรายได้จากการดำเนินงานก็จะนำเงินเข้าบัญชีส่วนตัวของจำเลย แสดงให้เห็นว่าจำเลยยังคงเป็นเจ้าของสถานบริการซานติก้าผับ ซึ่งเป็นผู้ประกอบกิจการสถานบริการ ตาม พ.ร.บ.สรรพสามิต พ.ศ.2527 มาตรา 4 จำเลยจึงต้องมีหน้าที่ยื่นแบบรายการภาษีสรรพสามิต และชำระภาษีสรรพสามิต การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าจำเลยมิได้เป็นผู้ประกอบกิจการสถานบริการซานติก้าผับ หรือร่วมกับ บริษัทไวท์แอนด์บราเธอร์ส (2003) จำกัด จึงไม่มีหน้าที่ต้องยื่นแบบรายการภาษีสรรพสามิตและชำระภาษีสรรพสามิตนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ.ภาษีสรรสามิต พ.ศ.2527 มาตรา 4, 48(2), 164 ฐานไม่ยื่นแบบภาษีเพื่อหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงการเสียภาษีสรรพสามิต รวม 4 กระทง สำหรับความผิดในรายปี 2558 โจทก์ฎีกาให้ลงโทษจำเลยเฉพาะการไม่ยื่นแบบรายการภาษีและไม่ชำระภาษีของเดือน พ.ย. และ ธ.ค.ให้จำคุก 1 เดือน ส่วนความผิดอีก 3 กระทงนั้นให้จำคุกกระทงละ 2 เดือน รวมจำคุก 7 เดือน โดยไม่สมควรรอการลงโทษ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ข่าวอื่นๆ ที่น่าสนใจ